การคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทย

Category Call number Location Status

KPT1160.5 อ125 2547

Thesis & Research Zone On shelf Reserve
ISBN
9745310875 (hbk.)
Call Number
KPT1160.5 อ125 2547
Author
Title
การคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทย / อดิจิตร บุญจรัส
Alternate Title
The protection of droit de suite in Thailand
Imprint
กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.
Physical
ก-ญ, 161 แผ่น ; 30 ซม.
Note
วิทยานิพนธ์ (น.ม. นิติศาสตร์) -- จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2547.
Note
ศิลปสิทธิเป็นสิทธิของศิลปินที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการขายงานศิลปกรรมต้นฉบับในครั้งต่อ ๆ ไป ต่อจากการโอนขายครั้งแรก อันเป็นสิทธิทางเศรษฐกิจประการหนึ่งของผู้สร้างสรรค์ที่ควรบัญญัติเพิ่มเติมไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 การวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือสืบเนื่องจากการให้ความคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ต่อการเสนอแนะแนวทางในการบัญญัติกฎหมายออกมารองรับต่อไป จากการศึกษาพบว่า การให้ความคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทยจำต้องพิจารณาปัญหาสำคัญในประเด็นต่าง ๆ อันได้แก่ ปัญหาเบื้องต้นในการพิจารณาความเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรม ปัญหาลักษณะของสิทธิที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้มีสิทธิได้รับค่าสิทธิ ปัญหาขอบเขตของการให้ความคุ้มครอง เช่น ประเภทของงานและธุรกรรมการขายที่ถูกจัดเก็บค่าสิทธิปัญหาในเรื่องกระบวนการจัดเก็บค่าสิทธิ เช่น อัตราการจัดเก็บ รูปแบบขององค์กรจัดเก็บการแบ่งสรรค่าสิทธิและกำหนดเวลาใช้สิทธิเรียกร้อง การติดตามตรวจสอบกรณีการซื้อขายผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ปัญหาในการให้ความคุ้มครองศิลปินในทางระหว่างประเทศรวมถึงปัญหาอื่น ๆ เช่น ปัญหาการให้เช่างานศิลปกรรม ปัญหาทางด้านศิลปินผู้สร้างสรรค์งานทางด้านหอศิลป์ และปัญหาบริบทโดยรวม จากปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางในการให้ความคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทย ดังนี้คือ ควรกำหนดให้ศิลปสิทธิที่ไม่อาจโอนได้และห้ามมิให้มีการสละสิทธิการให้ความคุ้มครองควรครอบคลุมถึงงานศิลปกรรมต้นฉบับประเภทวิจิตรศิลป์ โดยจัดเก็บจากการขายต่อสาธารณะทุกประเภทที่มีผู้มีวิชาชีพค้างานศิลปะร่วมอยู่ด้วย ในอัตราร้อยละ 5 ของราคาขายรวม และควรดำเนินการจัดเก็บโดยองค์กรเอกชนของศิลปินที่เป็นองค์กรจัดเก็บกลางที่ไม่แสวงหากำไร มีการให้สิทธิในการรับทราบข้อมูลการขายแก่ศิลปิน โดยใช้สิทธิผ่านทางองค์กรจัดเก็บ และกำหนดหน้าที่ผูกพันทางกฎหมายให้ผู้ค้างานต้องแจ้งข้อมูลการขายให้ทราบ โดยมีสภาพบังคับทางกฎหมายที่เหมาะสม อีกทั้งควรมีการแบ่งสรรค่าสิทธิบางส่วนให้แก่กองทุนทางศิลปะและมีการกำหนดเวลาใช้สิทธิเรียกร้องที่ชัดเจน ทั้งนี้ควรประกอบกับการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ศิลปินและสร้างจิตสำนึกแก่ผู้ประกอบธุรกิจค้างานศิลปะ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมทั้ง การปรับโครงสร้างของระบบค้างานและระบบของตลาดศิลปะควบคู่กันไป เพื่อรองรับต่อการมีกฎหมายศิลปสิทธิให้สามารถดำเนินการปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อศิลปินได้อย่างแท้จริง.
Subject
Subject
Coorperative Author
Corporate authur
LEADER : 00000nab 2200000uu 4500
001   7896
003   NHRC
008   131024s2547||||thm0000thad
020^a9745310875(hbk.)
0504^aKPT1160.5^bอ1252547
1000^aอดิจิตรบุญจรัส
24510^aการคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทย/^cอดิจิตรบุญจรัส
24631^aTheprotectionofdroitdesuiteinThailand
260^aกรุงเทพฯ:^bคณะนิติศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,^c2547.
300^aก-ญ,161แผ่น;^c30ซม.
502^aวิทยานิพนธ์(น.ม.นิติศาสตร์)--จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,2547.
5050^aศิลปสิทธิเป็นสิทธิของศิลปินที่จะได้รับส่วนแบ่งจากการขายงานศิลปกรรมต้นฉบับในครั้งต่อๆไปต่อจากการโอนขายครั้งแรกอันเป็นสิทธิทางเศรษฐกิจประการหนึ่งของผู้สร้างสรรค์ที่ควรบัญญัติเพิ่มเติมไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ.2537การวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นหรือสืบเนื่องจากการให้ความคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทยเพื่อประโยชน์ต่อการเสนอแนะแนวทางในการบัญญัติกฎหมายออกมารองรับต่อไปจากการศึกษาพบว่าการให้ความคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทยจำต้องพิจารณาปัญหาสำคัญในประเด็นต่างๆอันได้แก่ปัญหาเบื้องต้นในการพิจารณาความเป็นผู้สร้างสรรค์งานศิลปกรรมปัญหาลักษณะของสิทธิที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้มีสิทธิได้รับค่าสิทธิปัญหาขอบเขตของการให้ความคุ้มครองเช่นประเภทของงานและธุรกรรมการขายที่ถูกจัดเก็บค่าสิทธิปัญหาในเรื่องกระบวนการจัดเก็บค่าสิทธิเช่นอัตราการจัดเก็บรูปแบบขององค์กรจัดเก็บการแบ่งสรรค่าสิทธิและกำหนดเวลาใช้สิทธิเรียกร้องการติดตามตรวจสอบกรณีการซื้อขายผ่านทางระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ปัญหาในการให้ความคุ้มครองศิลปินในทางระหว่างประเทศรวมถึงปัญหาอื่นๆเช่นปัญหาการให้เช่างานศิลปกรรมปัญหาทางด้านศิลปินผู้สร้างสรรค์งานทางด้านหอศิลป์และปัญหาบริบทโดยรวมจากปัญหาต่างๆดังกล่าวผู้วิจัยจึงเสนอแนะแนวทางในการให้ความคุ้มครองศิลปสิทธิในประเทศไทยดังนี้คือควรกำหนดให้ศิลปสิทธิที่ไม่อาจโอนได้และห้ามมิให้มีการสละสิทธิการให้ความคุ้มครองควรครอบคลุมถึงงานศิลปกรรมต้นฉบับประเภทวิจิตรศิลป์โดยจัดเก็บจากการขายต่อสาธารณะทุกประเภทที่มีผู้มีวิชาชีพค้างานศิลปะร่วมอยู่ด้วยในอัตราร้อยละ5ของราคาขายรวมและควรดำเนินการจัดเก็บโดยองค์กรเอกชนของศิลปินที่เป็นองค์กรจัดเก็บกลางที่ไม่แสวงหากำไรมีการให้สิทธิในการรับทราบข้อมูลการขายแก่ศิลปินโดยใช้สิทธิผ่านทางองค์กรจัดเก็บและกำหนดหน้าที่ผูกพันทางกฎหมายให้ผู้ค้างานต้องแจ้งข้อมูลการขายให้ทราบโดยมีสภาพบังคับทางกฎหมายที่เหมาะสมอีกทั้งควรมีการแบ่งสรรค่าสิทธิบางส่วนให้แก่กองทุนทางศิลปะและมีการกำหนดเวลาใช้สิทธิเรียกร้องที่ชัดเจนทั้งนี้ควรประกอบกับการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ศิลปินและสร้างจิตสำนึกแก่ผู้ประกอบธุรกิจค้างานศิลปะซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนรวมทั้งการปรับโครงสร้างของระบบค้างานและระบบของตลาดศิลปะควบคู่กันไปเพื่อรองรับต่อการมีกฎหมายศิลปสิทธิให้สามารถดำเนินการปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อศิลปินได้อย่างแท้จริง.
6504^aลิขสิทธิ์^xศิลปกรรม 4^aกฎหมายกับศิลปกรรม
655   ^aวิทยานิพนธ์
7000^aAdijitBunjaras
7102^aจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.^bคณะนิติศาสตร์
917   ^aLIB :^c500
955   ^a1 เล่ม
999   ^acat1
Scroll to top